ถ้าพูดถึงหงส์ หลายๆคนคงนึกถึงภาพนกที่คล้ายเป็ดมีขนสีขาวทั้งตัว แต่จริงๆแล้วหงส์มีประเภทที่มีขนสีดำอยู่ด้วยแต่พบเห็นได้ยากมาก จึงมีการนำคำว่า “หงส์ดำ” มาใช้ในทฤษฎี “Black Swan” ซึ่งความหมายเป็นอย่างไร บทความนี้จะเล่าให้ฟัง
กำเนิดทฤษฎี Black Swan
ทฤษฎี “หงส์ดำ” (Black Swan) ถูกเขียนขึ้นในหนังสือติดอันดับขายดี (Best Seller) เมื่อปี 2007 ชื่อ “The Black Swan– The Impact of the Highly Improbable” โดย Nassim Nicholas Taleb นักคณิตศาสตร์ และนักเทรดหุ้น เชื้อสายเลบานอน สัญชาติอเมริกัน
เนื่องจากชาวยุโรปเคยเชื่อมาตลอดว่าหงส์ทุกตัวบนโลกนี้ล้วนมีสีขาว แต่สุดท้ายมาค้นพบ “หงส์ดำ” ที่ประเทศออสเตรเลีย ในปี 1697 โดยคุณ Willem de Vlamingh จึงได้เรียนรู้ว่าโลกนี้มีหงส์สีดำอยู่ด้วย เป็นข้อพิสูจน์ว่าความเชื่อในอดีตไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง จึงกลายเป็นคำแทนของ “สิ่งที่เหมือนจะเป็นไปไม่ได้” (แต่เป็นไปแล้ว)
Black Swan จึงถูกนำมาใช้เรียกปรากฎการณ์ที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าจะเกิดขึ้นหรือนอกเหนือความคาดหมาย เมื่อเกิดขึ้นแล้วจะมีผลกระทบรุนแรงมาก และความสามารถในการคาดการณ์ย้อนหลัง คือพยายามจะสรรหาข้อมูลต่างๆเพื่อมาอธิบายว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร ทำไมถึงเกิดขึ้น (คุณสมบัติของ Black Swan: Rarity, Extreme Impact, และ Retrospective Predictability)
Black Swan เป็นได้ทุกเรื่องทั้งเศรษฐกิจ สังคม การเงิน การเมือง ไม่ได้จำเป็นต้องมาอธิบายกับเรื่องหุ้นหรือการลงทุนเพียงอย่างเดียว และก็ไม่ได้หมายถึงแต่ความหมายในแง่ลบเท่านั้น มันยังหมายถึงด้านบวกด้วย เช่นการสร้างนวัตกรรมเปลี่ยนโลกอย่างกำเนิดสมาร์ทโฟน(iPhone) ในปีพ.ศ. 2550
ตัวอย่างกรณี Black Swan
- เหตุการณ์วินาศกรรม 9/11 ในวันที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2544 เป็นเหตุการณ์การโจมตีที่ก่อให้เกิดการสูญเสียชีวิตและความเสียหายมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา โดยกลุ่มผู้ก่อการร้ายจากอัลกออิดะห์ได้จี้เครื่องบินพาณิชย์ 4 ลำ เพื่อใช้โจมตีสถานที่สำคัญ เป็นผลให้ตึกแฝดเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ในนิวยอร์กซิตี้ถล่ม อาคารเพนตากอนที่รัฐเวอร์จิเนียเสียหาย นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบด้านการบินและการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดทั่วโลก เช่น การนำของเหลวขึ้นเครื่องถูกจำกัด และต้องนำอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น แล็ปท็อป พาวเวอร์แบงก์ ออกจากกระเป๋าเพื่อสแกน ประตูห้องนักบินถูกปรับปรุงให้มีความแข็งแรงทนทานและล็อกจากภายใน เป็นต้น
- เหตุการณ์สึนามิ(Tsunami)ในไทย 26 ธันวาคม พ.ศ. 2547 คลื่นยักษ์ที่ส่งผลกระทบใน 6 จังหวัดภาคใต้ ได้แก่ จังหวัดภูเก็ต, พังงา, ระนอง, กระบี่, ตรัง และสตูล เนื่องจากในไทยไม่เคยเกิดสึนามิขึ้นมาก่อน และยากที่จะคาดการณ์ว่าแผ่นดินไหวนั้นจะส่งผลให้เกิดสึมานิในจังหวัดชายฝั่งอันดามันของไทย จึงนับว่าเป็นความสูญเสียทั้งชีวิต ทรัพย์สิน ภาคเศรษฐกิจการท่องเที่ยวกระทบกันหมด ต่อมาหลังจากเหตุการณ์นั้นก็เริ่มมีการให้ข้อมูลความรู้กับประชาชนมากขึ้น มีการสร้างจุดสัญญาณเตือนภัยต่างๆ
- มหาอุทกภัยในประเทศไทย พ.ศ. 2554 ที่กินระยะเวลาเกือบ 6 เดือน ครอบคลุมถึง 74 จังหวัด หนักที่สุดในรอบ 70 ปีนับตั้งแต่เหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ในปี 2485 ธนาคารโลกประเมินมูลค่าความเสียหายสูงถึง 1.44 ล้านล้านบาท และจัดให้เป็นภัยพิบัติครั้งใหญ่ที่มีมูลค่าความเสียหายมากที่สุดเป็นอันดับ 4 ของโลกอีกด้วย เกิดความเสียหายอย่างมหาศาลต่อทั้งทางภาคการเกษตร อุตสาหกรรม เศรษฐกิจ สังคม ในช่วงนั้นเราคงไม่เคยเห็นสภาพที่ต้องไปใช้ชีวิตกินอยู่บนหลังคาบ้านตัวเอง หรือใช้เรือเป็นพาหนะแทน หรือต้องจอดรถไว้กลางสะพาน
- การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2562 ถือเป็น “หงส์ดำ” ของชาวโลก เพราะไม่เคยเกิดการระบาดของไวรัสใดที่รวดเร็ว เป็นวงกว้างและกระทบต่อชีวิตและเศรษฐกิจโลกได้มากถึงเพียงนี้ (ทั้งนี้อาจจะไม่ได้เป็น Black Swan สำหรับ Taleb เพราะเขาเขียนเอาไว้ในหนังสืออยู่แล้วว่าโรคระบาดจะมีความรุนแรงหรือฉับพลันมากขึ้น และจะแพร่กระจายไปทั่วโลก) ส่งผลให้หลายองค์กรทั่วโลกพยายามคิดค้นวัคซีน และยาต้านไวรัสตามมา
- กรณีแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในประเทศไทยที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2568 ต้นกำเนิดแผ่นดินไหวรอบนี้มาจากรอยเลื่อนสะกาย Sagaing Fault ที่วางตัวในแนวเหนือ-ใต้ ผ่ากลางอกประเทศเมียนมา ขนาด 8.2 ริกเตอร์ (ข้อมูลจากเว็บไซต์กองเฝ้าระวังแผ่นดินไหว https://earthquake.tmd.go.th/) โดยแรงสั่นสะเทือนมาถึงกรุงเทพฯและปริมณฑล ซึ่งแม้ว่าในอดีตจะเคยเกิดแผ่นดินไหวในไทย แต่ก็ไม่เคยส่งผลกระทบที่รุนแรงมาถึงบริเวณกรุงเทพฯและปริมณฑลถึงเพียงนี้ และแน่นอนว่ากรุงเทพฯไม่เคยรับมือกับการเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่มาก่อน เพราะเราเข้าใจว่าไกลจากรอยเลื่อนต่างๆที่ส่วนใหญ่อยู่ในโซนภาคเหนือและภาคตะวันตกของประเทศ ผลกระทบที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ก็คือ ตึกสูง30ชั้นที่กำลังก่อสร้างพังถล่ม และตึกสูงส่วนใหญ่ในกรุงเทพฯได้รับความเสียหาย โดยเฉพาะกลุ่มคอนโดฯสูง(High Rise) ที่จะรับรู้ได้มากเป็นพิเศษสำหรับคลื่นแผ่นดินไหวในรอบนี้ แน่นอนว่าเกิดผลกระทบกับธุรกิจผู้รับเหมาก่อสร้าง ธุรกิจอสังหาฯ(โดยเฉพาะที่เป็นกลุ่มคอนโดฯ) การท่องเที่ยว ธุรกิจประกันภัยที่เกี่ยวข้อง ดังนั้นหน่วยงานทุกภาคส่วนคงต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นต่อไป
สาระน่ารู้เพิ่มเติม :
- มีอีกคำที่ใช้เปรียบเปรยและมีความหมายตรงกันข้ามกับหงส์ดำ คือ “แรดเทา” (Grey Rhino) เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นมานานแล้ว แต่ไม่มีใครสนใจหรือใส่ใจที่จะแก้ปัญหาอย่างจริงจัง ปล่อยปละละเลย จนอาจลุกลามใหญ่โต ตัวอย่างเช่น ปัญหาขยะล้นเมือง ปัญหาโลกร้อน เป็นต้น
- คลื่นแผ่นดินไหวประกอบด้วย:
1.) คลื่นในตัวกลาง ได้แก่ คลื่นP (Primary wave) เคลื่อนที่ได้เร็วสั่นสะเทือนไม่มาก และคลื่น S (Secondary wave) ที่เคลื่อนที่ช้ากว่าแต่พลังทำลายสูงกว่า
2.) คลื่นพื้นผิว จะเดินทางช้ากว่าคลื่นในตัวกลาง แต่อันตรายมากสุด
ดังนั้นประเทศญี่ปุ่นจึงสร้างเครื่องตรวจจับคลื่นสั่นสะเทือนประเภทคลื่นP(Primary wave) เพื่อนำมาประมวลผลแล้วสามารถส่งแจ้งเตือนประชาชนทั่วไปล่วงหน้าได้ แม้จะแค่ไม่กี่นาที แต่ลดการสูญเสียได้หลายชีวิต
สรุป
จะเห็นได้ว่าหลายๆเหตุการณ์เกิดมาจากความรู้สึกที่ว่า “ไม่น่าจะเกิดขึ้น” “ไม่น่าเป็นไปได้” มาก่อนทั้งสิ้น แต่สุดท้ายก็เกิดขึ้นจนได้ ดังนั้นสิ่งที่เราได้เรียนรู้จาก Black Swan ก็คือ ขอให้คิดเสมอว่าทุกอย่างเป็นไปได้…แม้โอกาสจะน้อยมากก็ตาม “ไม่เคยเกิดเลย..ไม่ได้แปลว่าจะไม่เกิด” ดังนั้นอย่าประมาทเป็นดีที่สุด และ”ถ้าเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด ก็จงอย่าลืมพกสติไว้ข้างตัว”