ในทฤษฎีการค้าระหว่างประเทศ มีแนวคิดสำคัญสองประการที่ใช้อธิบายรูปแบบและประโยชน์ของการค้า นั่นคือ ความได้เปรียบโดยสมบูรณ์ (Absolute Advantage) และความได้เปรียบโดยการเปรียบเทียบ (Comparative Advantage) โดยประเทศใดจะมีความได้เปรียบโดยสมบูรณ์ในการผลิตสินค้าชนิดหนึ่ง ก็ต่อเมื่อประเทศนั้นสามารถผลิตสินค้านั้นด้วยต้นทุนทรัพยากรที่ต่ำกว่าประเทศอื่น ส่วนความได้เปรียบโดยการเปรียบเทียบจะเกิดขึ้นเมื่อประเทศหนึ่งมีต้นทุนค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost) ในการผลิตสินค้านั้นต่ำกว่าประเทศอื่น
Ricardian Model of Trade
เดวิด ริคาร์โด (David Ricardo) ได้นำเสนอแนวคิดนี้ในปี ค.ศ. 1817 โดยยกตัวอย่างการผลิตผ้าและไวน์ระหว่างประเทศอังกฤษและโปรตุเกส จากข้อมูลสมมติพบว่า ในหนึ่งวันแรงงาน โปรตุเกสสามารถผลิตผ้าได้ 100 หลา หรือไวน์ 110 ขวด ในขณะที่อังกฤษผลิตผ้าได้ 90 หลา หรือไวน์ 80 ขวด แม้โปรตุเกสจะมีความได้เปรียบโดยสมบูรณ์ในการผลิตทั้งสองสินค้า แต่เมื่อพิจารณาต้นทุนค่าเสียโอกาส พบว่าแต่ละประเทศมีความได้เปรียบโดยการเปรียบเทียบในสินค้าที่แตกต่างกัน
สำหรับโปรตุเกส ต้นทุนค่าเสียโอกาสในการผลิตไวน์ 1 ขวด คือผ้า 0.91 หลา (100/110) ส่วนอังกฤษมีต้นทุนค่าเสียโอกาสในการผลิตไวน์ 1 ขวด คือผ้า 1.125 หลา (90/80) ดังนั้นโปรตุเกสจึงมีความได้เปรียบโดยการเปรียบเทียบในการผลิตไวน์ ขณะที่อังกฤษมีความได้เปรียบโดยการเปรียบเทียบในการผลิตผ้า
เมื่อทั้งสองประเทศทำการค้าขายกัน โดยโปรตุเกสปรับลดการผลิตผ้าลง 8 วันแรงงานเพื่อหันไปผลิตไวน์แทน และอังกฤษลดการผลิตไวน์ลง 10 วันแรงงานเพื่อผลิตผ้าเพิ่ม ผลลัพธ์คือ:
- โปรตุเกสจะผลิตไวน์เพิ่ม 880 ขวด (8 × 110) และผลิตผ้าลดลง 800 หลา (8 × 100)
- อังกฤษจะผลิตไวน์ลดลง 800 ขวด (10 × 80) และผลิตผ้าเพิ่ม 900 หลา (10 × 90)
เมื่อรวมการผลิตของทั้งสองประเทศ จะพบว่ามีไวน์เพิ่มขึ้น 80 ขวด และผ้าเพิ่มขึ้น 100 หลา นี่คือผลประโยชน์ที่เกิดจากการค้า โดยการแบ่งผลประโยชน์ระหว่างประเทศจะขึ้นอยู่กับเงื่อนไขทางการค้าที่ตกลงกัน
Heckscher-Ohlin Model
นอกจากแบบจำลองของริคาร์โดที่พิจารณาปัจจัยการผลิตเพียงแรงงานแล้ว ยังมีแบบจำลองของเฮกเชอร์-โอห์ลิน (Heckscher-Ohlin) ที่พิจารณาปัจจัยการผลิตสองอย่างคือทุนและแรงงาน แบบจำลองนี้อธิบายว่าความได้เปรียบโดยการเปรียบเทียบเกิดจากความแตกต่างในสัดส่วนของปัจจัยการผลิตที่แต่ละประเทศมี โดยประเทศที่มีทุนมากจะมีความได้เปรียบในการผลิตสินค้าที่ใช้ทุนสูง และจะส่งออกสินค้านั้นไปแลกกับสินค้าที่ใช้แรงงานมากจากประเทศที่มีแรงงานมาก
ผลของการค้าตามแบบจำลองเฮกเชอร์-โอห์ลินคือ การกระจายรายได้ภายในประเทศจะเปลี่ยนแปลงไป โดยราคาปัจจัยการผลิตที่มีน้อยกว่าจะเพิ่มขึ้น เช่น ในอังกฤษที่ผลิตผ้า (สินค้าที่ใช้ทุนเข้มข้น) มากขึ้น จะทำให้ผลตอบแทนต่อทุนเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับค่าแรง ขณะที่ในโปรตุเกสที่หันมาผลิตไวน์ (สินค้าที่ใช้แรงงานเข้มข้น) มากขึ้น ค่าแรงจะเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับผลตอบแทนต่อทุน
สรุป
จากทฤษฎีการค้าระหว่างประเทศทั้งของริคาร์โดและเฮกเชอร์-โอห์ลิน แสดงให้เห็นว่าการค้าระหว่างประเทศสามารถสร้างประโยชน์ให้กับทุกฝ่ายได้ แม้ประเทศหนึ่งจะมีความได้เปรียบโดยสมบูรณ์ในการผลิตทุกสินค้า เพราะเมื่อแต่ละประเทศเลือกผลิตสินค้าที่ตนมีความได้เปรียบโดยการเปรียบเทียบและทำการค้าขายแลกเปลี่ยนกัน จะทำให้การผลิตรวมของโลกเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม การค้าระหว่างประเทศอาจส่งผลต่อการกระจายรายได้ภายในประเทศ โดยเจ้าของปัจจัยการผลิตที่ถูกใช้อย่างเข้มข้นในอุตสาหกรรมส่งออกจะได้รับประโยชน์มากกว่า ซึ่งผู้กำหนดนโยบายควรคำนึงถึงผลกระทบนี้และหามาตรการรองรับที่เหมาะสม