คำนิยามพื้นฐานที่ควรทราบ
การนำเข้า (Imports) หมายถึง สินค้าและบริการที่บริษัท บุคคล และรัฐบาลซื้อจากผู้ผลิตในประเทศอื่น ในขณะที่ การส่งออก (Exports) คือสินค้าและบริการที่บริษัท บุคคล และรัฐบาลจากประเทศอื่นซื้อจากผู้ผลิตภายในประเทศ
ระบบเศรษฐกิจแบบปิด (Autarky) คือประเทศที่ไม่มีการค้าขายกับประเทศอื่นเลย ซึ่งตรงข้ามกับ การค้าเสรี (Free Trade) ที่รัฐบาลไม่มีการกำหนดข้อจำกัดหรือค่าธรรมเนียมใดๆ ในการนำเข้าและส่งออก ส่วน การกีดกันทางการค้า (Trade Protection) คือการที่รัฐบาลกำหนดข้อจำกัด ขีดจำกัด หรือค่าธรรมเนียมต่างๆ สำหรับการส่งออกหรือนำเข้า
ราคาและมูลค่าทางการค้า
ราคาโลก (World Price) คือราคาของสินค้าหรือบริการในตลาดโลกสำหรับผู้ที่ไม่ถูกจำกัดทางการค้า ในขณะที่ ราคาภายในประเทศ (Domestic Price) อาจเท่ากับราคาโลกในกรณีที่มีการค้าเสรี หรืออาจแตกต่างจากราคาโลกเมื่อประเทศนั้นมีการจำกัดทางการค้า
การส่งออกสุทธิ (Net Exports) คือมูลค่าการส่งออกลบด้วยมูลค่าการนำเข้าในช่วงเวลาหนึ่ง ซึ่งหากเป็นบวกจะเรียกว่า ดุลการค้าเกินดุล (Trade Surplus) แต่หากติดลบจะเรียกว่า ดุลการค้าขาดดุล (Trade Deficit)
การลงทุนระหว่างประเทศ
การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment) หมายถึง การเป็นเจ้าของทรัพยากรการผลิต เช่น ที่ดิน โรงงาน และทรัพยากรธรรมชาติในต่างประเทศ ซึ่งเมื่อบริษัทมีการลงทุนโดยตรงในต่างประเทศหนึ่งประเทศขึ้นไป และมีการดำเนินการผลิตรวมถึงมีบริษัทย่อยในต่างประเทศ จะเรียกว่า บริษัทข้ามชาติ (Multinational Corporation)
ผลิตภัณฑ์มวลรวมและรายได้ประชาชาติ
การวัดมูลค่าทางเศรษฐกิจของประเทศสามารถทำได้ผ่าน ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) และ ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (GNP) ซึ่งมีความแตกต่างที่สำคัญ โดย GDP วัดมูลค่าสินค้าและบริการที่ผลิตภายในประเทศ ในขณะที่ GNP วัดมูลค่าสินค้าและบริการที่ผลิตโดยแรงงานและทุนของพลเมืองของแต่ละประเทศ
ประโยชน์และต้นทุนของการค้าระหว่างประเทศ
การค้าระหว่างประเทศก่อให้เกิดทั้งประโยชน์และต้นทุนต่อประเทศที่เกี่ยวข้อง ตัวอย่างเช่น กรณีของจีนและเอเชียที่มีการส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่นๆ อย่างรวดเร็ว ประเทศผู้นำเข้าได้รับประโยชน์จากสินค้าราคาถูก ตั้งแต่สิ่งทอไปจนถึงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ในขณะที่จีนได้รับประโยชน์จากการจ้างงานที่เพิ่มขึ้น ค่าจ้างแรงงานที่สูงขึ้น และกำไรจากการส่งออก
อย่างไรก็ตาม การค้าระหว่างประเทศก็มีต้นทุนที่ต้องแบกรับ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมภายในประเทศที่ต้องแข่งขันกับสินค้านำเข้า เช่น กรณีของคนงานในอุตสาหกรรมสิ่งทอในสหรัฐอเมริกาที่ต้องสูญเสียงานเมื่อมีการนำเข้าสิ่งทอมากขึ้น แม้ว่าในระยะยาวคนงานเหล่านี้อาจต้องฝึกฝนทักษะใหม่เพื่อทำงานในอุตสาหกรรมอื่น เช่น การดูแลสุขภาพ แต่ในระยะสั้นพวกเขาต้องเผชิญกับความยากลำบาก
ในขณะเดียวกัน บริษัทในสหรัฐอเมริกาที่ผลิตสิ่งทอโดยเน้นด้านเทคโนโลยีและทุนก็สามารถขยายกิจการต่อได้ ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ชี้ให้เห็นว่าโดยรวมแล้วประโยชน์ของการค้าระหว่างประเทศมีมากกว่าต้นทุน ทำให้ผู้ที่ได้รับประโยชน์สามารถชดเชยให้กับผู้ที่เสียประโยชน์และยังคงมีกำไรเหลืออยู่
สรุป
การค้าระหว่างประเทศเป็นกลไกในการพัฒนาเศรษฐกิจโลก แม้จะมีทั้งผู้ได้รับประโยชน์และผู้เสียประโยชน์ แต่โดยรวมแล้วการค้าระหว่างประเทศก่อให้เกิดประโยชน์โดยรวมต่อระบบเศรษฐกิจ การเข้าใจหลักการและผลกระทบของการค้าระหว่างประเทศจึงมีความสำคัญต่อการกำหนดนโยบายและการตัดสินใจทางธุรกิจในโลกที่เชื่อมโยงกันมากขึ้นเรื่อยๆ